2010/Apr/05

หลังจากรอมานานแสนนานตั้งแต่ กลางปี2009

ร่วม10เดือนหลังจากมันถูกผลิตออกมา ในที่สุด มันก็เข้ามาในไทยแล้ว

 โนเกีย 3720 คลาสสิก

เป็นครั้งแรก ที่โนเกียได้ทำรุ่นตระกูล3ออกมาได้ทน-ถึกได้ขนาดนี้

เพราะรุ่นพี่ๆแล้วจะอยู่ในตระกูล 5 ทั้งนั้น

ตั้งแต่ จอขาว-ดำอย่างรุ่น 5210

 

 

รุ่น5100

 

 

รุ่น 5500

 

 

 

 

 

 

รุ่น5140I

 

 

 

 

 

 

ซึ่งรุ่นพี่ๆ ที่ออกมาก่อนตระกูล5xxx แต่ละเครื่อง ถึกทน ไม่แพ้รุ่นใหม่

แต่อาจดู หนา และเทอะทะไปด้วยขอบยางที่หนาจนเห็นได้ชัด

 

แต่พอมาที่3720 ที่ออกแบบมาดู เรียบง่าย แฝงความทนทานอย่างเช่นรุ่นพี่ๆ

และไม่มีขอบยางที่หนาออกมานอกตัวถังของเครื่องเหมือนรุ่นพี่ๆ

 โดยออกมา มี2สี คือ เหลือง และดำ (ต่างกันเฉพาะสีที่คิ้วยาง)

 

การออกแบบ ดูเรียบง่าย คลาสสิกสมชื่อ  และอาจดูไม่ดึงดูดวัยรุ่นสักเท่าไร่

เนื่องจากไม่มีฟังชั่นอะไรมากมายเท่าไร่ จอแค่2.2นิ้ว

มีกล้องติดตัว 2ล้านพิกเซล เล่นอินเตอร์เน็ทได้ มีเบราเซอร์โอเปร่าให้

เล่นMSNได้ ฟังวิทยุ เล่นVDOได้ MP3ได้ บลูธูช เรียกว่าฟังชั่นพื้นฐานก็มีครบ

แต่อาจไม่หรู หรือหวือหวา เหมือนรุ่นอื่นๆ

แต่ที่ให้ได้มากกว่ารุ่นอื่นๆคือความทนทาน ที่มากกว่ารุ่นอื่นๆ

โดยมีการป้องกันฝุ่นละอองได้100%ทุกทิศทางยกเว้นฝุ่นละอองที่เป็นสารเคมีบางชนิด

และป้องกันการสาดน้ำ,ละอองน้ำ,เม็ดฝนได้ทุกทิศทาง ยกเว้นน้ำที่มีแรงดันและสารเคมี

และยังสามารถรองรับแรงกระแทก,ตกจากที่สูง,หรือแรงกดทับได้

หลังจากของมาถึงไทยและเริ่มมีการจัดจำหน่ายในไทยจากตัวแทนที่แต่งตั้งจากโนเกีย

โดยรุ่นนี้ เข้ามาในไทย แค่3000เครื่องเท่านั้น...............................................

แต่แอบเสียใจ ไม่ได้ผลิตจากฟินแลนด์ เหมือนที่เห็นในต่างประเทศที่เอามาทดสอบกัน

แต่ผลิตจากจีน (ที่ขายในเอเซียทั้งหมดผลิตจากจีน) แต่โนเกียรับรองว่า มาตรฐานเดียวกัน

ทั่วโลก

หลังจากจับๆอยู่ที่ศูนย์ ทั้งตัวโมเดล และตัวจริงแล้ว เลยเลือกสีดำ เนื่องจากดูเรีบไม่ฉูดฉาด

กรอบบน ผลิตจากอัลลอย หุ้มยางทั้งหมด กรอบหลังและฝา ผลิตจากพลาสติก ABS

หลังจากแกะมาแล้วตัวเครื่อง เป็นเครื่องที่ผลิตมาขายในไทยโดยเฉพาะ

โดยมีทั้งซอฟท์แวร์ในตัวเครื่องและแป้นพิมพ์ที่เป็นภาษาไทย

โดยตัวเครื่องซีลยางรอบตัว มีรูที่น้ำสามารถเข้าไปได้ 4 รู โดยทุกรู

มีการป้องกันน้ำและฝุ่นเข้าโดยมีรู ไมค์,ลำโพงหน้า,ลำโพงหลัง,และรูชาร์จ

นอกจากนี้ ฝาด้านล่างที่อยู่ในตำแหน่งเดียวกับรูชาร์จ และเมื่อเปิดออก

จะมีช่องเสียบแฮนด์ฟรี และ ไมโครUSBซึ่งซีลด้วยยางทั้งหมดเช่นกัน

หลังจากแกะพลาสติกปิดจอออกชิ้นแรกแล้วหน้าตาก็เป็นอย่างที่เห็นในรูป

 

ด้านหลัง เรียบๆไม่มีอะไร กรอบหลัง เป็นพลาสติกดำด้านสาๆไม่ลื่นมือ

โดยมีกล้อง2ล้านพิกเซล พร้อมหลอดไฟช่วยถ่ายภาพ/ส่องสว่างSuper LED

ฝาหลังซีลยางพร้อมล๊อคฝาที่ทำจากโลหะ(ใช้เหรียญบิดล๊อค)

ภายใน มีช่องใส่SIM CardและMicro SDที่รองรับสูงถึง8G

และช่องแบทเตอร์รี่

 

เอาล่ะ ในกล่อง เปิดออกมามีอะไรกันบ้าง

ภายในกล่องประกอบด้วย

-ตัวเครื่อง

-คู่มือโทรศัพท์

-คู่มือOVI 

-แนะนำการใช้งานOVI

-Micro SD(1G)

-แบตเตอร์รี่1ก้อน

-แฮนฟรี

-สายชาร์จ

 

 ส่วนเรื่องอื่นๆ เราไม่ต้องทดสอบหรือพูดถึงกันเท่าไร่

เพราะมันก็เหมือนๆกันต่างกันนิดๆหน่อยๆ เรามาดูการทดสอบจุดเด่นกันดีกว่า

ถือว่าเราเป็นหนึ่งในคนไทยที่เอารุ่นนี้มาทดสอบกันให้เห็นๆเลยก็แล้วกัน

ขอขอบคุณ Youtube ที่ให้ที่ฝากไฟล์VDO

 

อันดับแรกเลย เรามาทดสอบความอึดในการรับแรงกระแทก หรือตกจากที่สูง (ทดสอบที่ความสุง2เมตร)

ปาลงพื้น 7 ที  ไม่มีอะไรผิดปรกติให้เห็น...................................................

 

ต่อมาทดสอบการรับแรงกดทับโดยใช้อิฐบล๊อก2ก้อนมาวางทับ (ไม่รู้จะหาอะไรมาทับ)

การทดสอบนี้ขอเอากระดาศแข็งวางไว้เพื่อกันรอยขีดข่วน(จริงๆแล้วทางโนเกียแจ้งว่ารับน้ำหนักกดทับได้60กิโลกรัม

ต่อตารางเซนติเมตร (วัดจากหน้าตัดแล้ว ประมาณ50ตารางเซ็นติเมตร เฉลี่ยรับได้3000กิโลกรัม)

 

 

 

 ทดสอบการกันฝุ่น โดยการโรยฝุ่นผง ทราย และเศษขยะ ลงบนตัวเครื่อง

เรียกว่าชิวๆกันเลย งานนี้.............................

 

 

เอาล่ะ เรามาดูการทดสอบที่เรียกว่าเป็นไฮไลท์ของการทดสอบความอึดนี้กันได้เลย............................

คือการโยนลงไปในน้ำ โยนกัน2รอบให้เห็นๆเลย (แต่ขอเซ็นเซอร์เบอร์โทรหน่อยนะ).................

 

 

 

สรุป.....................  เรียกว่าความอึด เรียกว่าออกมาเป็นที่น่าพอใจ

เหมาะแก่การใช้ประจำวัน หรือแม้กระทั่งเอาไปลุยฝน หรือเอาใบเล่นสงกรานต์

แต่คงไม่เหมาะกับ เอาไปว่ายน้ำหรือดำน้ำ

ส่วนการดีไซน์ ออกแนว เรียบ-หรู(สีดำ) และโฉบเฉี่ยว(ในสีเหลือง)

และออกแบบมาได้บาง และเบา พกสดวก

ไม่มีขอบยางออกมาให้ดูเทอะทะเกะกะเหมือนรุ่นเก่าๆ 

 

 

ส่วนข้อเสียของรุ่นนี้ คือ กล้อง ตอนเลือกซื้อ ให้ดูดีๆว่ามี HOT PIXEL รึเปล่า

เพราะว่าจากตอนที่ไปซื้อ เจอมา3เครื่อง (จนได้เครื่องที่4กลับมาทดสอบเนี่ยแหละ)

 

 

 

 

ปล. ใครจะหาซื้อรุ่นนี้มาใช้ ก็รีบๆนะ 3000เครื่องในไทย ตอนนี้ น่าจะเหลือไม่ถึง1000แล้ว

ส่วนใครจะทดสอบระวังหน่อยนะ เกิดแจ๊คพอทไม่ได้เป็นอย่างที่เราทดสอบจะหาว่าไม่เตือน

 

2009/Dec/15

ไม่ได้อัพมา1ปีเต็มๆ

วันนี้จะมาแนะนำฮีโร่พันธุ์ใหม่...........T5

ถ้าสงสัยว่ามันคืออะไร .....................

นี่คือ คำตอบ....... หลอดไฟธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา

ก่อนจะเข้าเรื่องน่าเบื่อ ว่าทำไมถึงควรเปลี่ยนมาใช้มัน

เรามาดูวิธีเปลี่ยนเลยดีกว่า ก่อนจะเซ็งกับข้อมูลว่ามันมีดีอะไร

เริ่มง่ายๆทำได้ด้วยตัวเองเลย..............................

 

ก่อนอื่นเรามาดูว่าT5ทั่วๆไป 1 SET มีอะไรกันบ้าง

นี่คือ1ชุดโดยมีส่วนประกอบหลักดังนี้

1  รางหลอดไฟ T5

2  พระเอกของเรา หลอด T5

3  อันนี้บางชุดก็มีบางชุดก็ไม่มี คือตัวโคมพลสติก ครอบหลอด

4  ขั้วสายไฟสำหรับต่อกับราง (หน้าตาเหมือนขั้วสายวิทยุ)

5  คลิ๊ปสำหรับยึดราง มีทั้งแบบโลหะและพลาสติก

6  พุ๊ก สำหรับยึดผนังปูน หรือ คอนกรีด

7  ขั้วสำหรับต่อราง

8  น๊อตเกลียวสำหรับยึดราง

 

ก่อนทำการเปลี่ยน อันดับแรก ตัดไฟจากสายเมนหรือถ้าตัดไฟเฉพาะส่วนได้

ก็ทำการตัดไฟปริเวณที่จะติดตั้งด้วย ไม่เช่นนั้น.... อาจถึงแก่ชีวิต......

สำรับวันนี้ จะมาแนะนำการเปลี่นหลอดผอม(T8)มาเป็น(T5)..............

หลอดT5 มีรางอยู่2ชนิดคือ ใส่ซ้อนกับรางเดิมทั่วไป กับเปลี่ยนใหม่ทั้งราง

แต่แนะนำว่าเปลี่ยนทั้งรางดีกว่า เนื่องจากขั้วรางเดิม(T8)ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับ

รับน้ำหนักแบบซ้อนรางT5ได้ และไม่แนะนำให้นำอแด๊ปเตอร์มาต่อหลอดT5กับรางเดิม

เนื้องจาก บัลลาสต์ เดิมไม่ได้ออกแบบมาสำหรับหลอดประเภทนี้ นอกจากทำให้

หลอดไม่ประหยัดไฟได้เท่าที่ควรแล้ว จะทำให้อายุการใช้งานของหลอดสั้นลงอีกด้วย

ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนทั้งรางที่ออกแบบมาโดยเฉพาะดีกว่า...................................

แต่ก่อนอื่น ถอดรางเก่าออกก่อน ถึงจะใส่รางใหม่ได้

เอาล่ะ ถอดออกมาแล้วเลยเอามาเทียบกับรางT5ที่อยู่ด้านบน ...........

เห็นได้ชัดว่าขนาดเล็กลงกว่ามากๆ  (รางนี้ใช้มาร่วม20ปีตั้งแต่หลอดอ้วนT12

และหลังจากมาเปลี่ยนเป็นหลอดผอม T8 ก็ยังใช้รางนี้อยู่จนถึงปัจุบัน)

แต่ปัจุบัน T5 ก็ถึงเวลาอำลารางเก่าสักที  20 กว่าปี ก็ถือว่ารับใช้เกินคุ้มแล้ว

เปลี่ยนๆสักทีก็ดี ดีกว่ารอให้ไฟไหม้ แล้วมาโทษไฟฟ้าลัดวงจร..................

และนี่ สิ่งที่อยู่ในรางหลอดอ้วน(T12)และ(T5) มันคือ บัลลาสต์ ซึ่งมีโครงสร้างคือ

แผ่นเหล็กเล็กๆหลายๆแผ่นอัดซ้อนกันเป็นแกนและพันรอบด้วยลวดทองแดง

ทำหน้าที่รวมกับสตาร์ทเตอร์ เพื่อเปลี่ยนความต่างศักย์ไฟฟ้าโดยใช้ความถี่ของไฟกระแสสลับ

 

เอาล่ะข้อดีข้อเสียของไอ้ตัวข้างบนค่อยว่ากัน มาดูความแตกต่างของตัวหลอดดีกว่า

ขนาดหลอดดูด้วยตาเปล่า เห็นแบบชัดๆอยู่แล้วว่าสั้นกว่าและเล็กกว่าเยอะมาก

และขั้วหลอดก็แตกต่างกัน จึงไม่สามารถใส่กับรางเก่าได้  เอาล่ะ มาใส่รางใหม่กัน

ขั้นตอนแรก  นำคลิ๊ปสำหรับยึดราง ขันตะปูเกลียวยึดกับจุดที่ต้องการติดตั้ง

ดังรูปข้างบน 2จุด ในแนวเดียวกันเพื่อยึดราง

หลังจากนั้น ทำการเชื่อมสายไฟเดิมกับขั้วต่อสำหรับราง

หลังจากจากเชื่อมสายไฟแล้วให้พันด้วยเทปพันสายไฟ หรือท่อยางสำรับหุ้มสายไฟแบบในภาพ

ควรเหลือสายไฟไว้สักหน่อยดังในรูป เผื่อไว้ในอณาคต ต้องทำการซ่อมแซมจะได้มีสายไฟ

พอให้ตัดต่อได้ แต่ถ้าอยากให้สวยงามก็ต่อไว้ให้พอดีก็ได้ แต่หากมีเหตุให้ต้องตัดสายหรือซ่อมแซม

สายอาจสั้นลงจนไม่พอก็ได้ เลยเหลือไว้แบบนี้แล้วมัดด้วยเข็มขัดรัดสายไฟ................

(ลองสังเกตุดูก็ได้ ขนาดจานUBC จะขดสายไว้1รอบอยู่ด้านหลังจานไว้เผื่อซ่อมเช่นกัน)

หลังจากทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็นำรางมาวางให้ตรงคลิ๊ปที่เราติดตั้งไว้แล้วและกดเบาๆ

ให้ดัง "คลิ๊ก" รางจะถูกยึดติดเรีบร้อยแล้วและนำขั้วต่อ มาเสียบติดกับรางได้

และแล้ว เราก็เปลี่ยนของใหม่แทนของเก่าเรียบร้อย....................

มองเห็นร่องรอยไอความร้อนและคราบฝุ่นของรางอันเก่าได้อย่างชัดเจน

หลังจากทุกอย่างติดตั้งและตรวจสอบเรียบร้อยแล้วก็ได้เวลาเปิดไฟทดสอบแล้ว ....

"ผมชื่อหลอดT5"............       "ว้า~~~~~ว................"         "สว่างจัง..............."       

 ส่วนชิ้นส่วนเบอร์ 7 ในรูปที่2เอาไว้ทำไม??  คำตอบอยู่ในรูปนี้.......................

นอกจากใช้ขั้วเสียบสายเสียสายไฟเพื่อจ่ายไฟได้แล้ว ยังสามารถใช้อุปกรณ์ต่อหลอด

เบอร์7(ในรูปที่2)มาเสียบหลอดที่2-3-4......ต่อกันไปได้เรื่อยๆ (แต่อย่าต่อมากเกินล่ะ

เดียวสายไฟจะรับกระแสไม่ใหว)........ แต่ในกรณีนี้ต่อแค่หลอดเดียว ไม่ต้องใช้   

แล้วทำไมมันไม่มี บัลลาสต์ หรือ สตาร์ทเตอร์เลยล่ะ????

คำตอบคือ มีเป็นชุดควบคุมการจ่ายกระแสให้หลอดซ่อนอยู่ในราง

ซึ่งเป็นวงจรที่ออกแบบมาสำรับหลอดT5โดยเฉพาะ ซึ่งขนาดเล็ก

และน้ำหนักเบากว่าบัลลาสต์เดิมมาก เพราะขนาดที่เห็นในรูปคือ

ประมาณนิ้วมือของเรานิเอง............................................

 

เอาล่ะ หลอดมันเล็กกว่าประหยัดไฟกว่า  มันจะสว่างเหมือนเดิมมั๊ย

เปรียบเทียบระหว่างหลอดผอมเดิมT8ก่อนเปลี่ยน กับของใหม่T5  โดยที่ใช้

กล้องตัวเดียวกัน ตั้งตำแหน่งเดียวกัน เลนส์ตัวเดียวกันและใช้ค่าISO สปีดชัทเตอร์เท่ากัน

ขนาดรูรับแสงเท่ากันลองเทียบกันดูระหว่าง2หลอดนี้ด้วยตัวเองนะ

ส่วน2รูปนี้ เป็นการวัดแสงสว่างที่ระยะห่างจากหลอดที่ 220CM และกล้องอยู่ห่างจากกระดาศ

แผ่นที่ถ่ายนี้ 150CM เท่ากัน หลอดทั้ง2 ให้แสงสว่าง แทบไม่ต่างกันเลย (T5แอบสว่างกว่านิดๆ)

ต่อมา ทดสอบ สีของแสง  จากรูปจะเห็นได้ว่า เมื่อตั้งกล้องไว้ที่แสงขาวปรกติ

(5500K) และถ่ายเปรียบเทียบวัสดุสีขาวจะเห็นได้ชัดว่าหลอดT5 จะให้แสง

อมฟ้า แต่หลอด T8(หลอดผอมปรกติ) จะอมเหลือง แต่ก็แทบไม่ต่างกันมากเท่าไร่

ส่วนรูปนี้ บีบรูรับแสงให้รูปมืดลงนิดเพื่อจะได้เห็นขนาดของหลอดไฟขัดขึ้น

จะเห็นได้ว่า เมื่อเทียบกับหลอดกาแฟแล้ว เห็นได้ชัดเลยว่าขนาดหลอดไฟT5เล็กมาก

(ขนาดพอๆกับหลอดชาไข่มุก) ส่วนความยาวแล้วแต่ขนาดของกำลังไฟฟ้า

 

ส่วนใครถามเราว่า เพิ่งใช้หลอดแบบนี้เหรอ? คำตอบคือ เริ่มใช้มาประมาณ1ปีแล้ว

จากในรูป 2หลอดนี้ เริ่มใช้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว และยังทำงานได้ดีอยู่ ไม่มีเกเร............

ประหยัดไฟเพิ่มขึ้น 30-40% จากหลอดผอม

 

 

เอาล่ะ จบ แล้ว ส่วนเรื่องรายละเอียดว่าทำไมถึงประหยัด ประหยัดแค่ใหน ข้อดีข้อเสียอะไร

เดี๋ยวมา EDIT เพิ่มให้ที่หลัง (กำลังรวบรวมข้อมูลรายละเอียดอยู่)

 

แต่รูปในนี้ ห้ามนำไปใช้หรือเผยแพร่ที่ใหนต่อโดยไม่ได้รับอณุญาติเป็นลยลักษณ์อักษร

เพราะมันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะให้เครดิดรึไม่ก็ตามต้องได้รับอณุญาติก่อนถึงจะนำไปใช้ได้

edit @ 15 Dec 2009 23:33:36 by satomi

2008/Dec/20